วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2550

เรื่อง Rubik cube


picture from http://www.freemac.net/ NOT in news


ใคร : แดน คุนเกิล และจีน คูเปอร์แมน จากมหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐ


ทำอะไร : คิดวิธีหมุน "ลูกบิด" ของเล่นยอดฮิตเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ขยับเพียง 26 ครั้ง หรือน้อยกว่านั้น เพื่อให้ลูกบิดพลิกสีครบตรงกันทุกหน้า


อย่างไร : ใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีพลังคำนวณมหาศาล เพื่อคำนวณหารูปแบบการหมุนลูกบิด หรือ รูบิก ให้ครบตรงสีทุกด้าน โดยใช้จำนวนหมุนน้อยครั้งที่สุด ทั้งคู่ได้ออกแบบสมการสมบูรณ์แบบสำหรับช่วยซูเปอร์คอมพิวเตอร์คำนวณผล เนื่องจากความเป็นไปได้ที่จะหมุดลูกบิดมั่วซั่วมีมากถึง 43 ล้านล้านครั้ง มากมหาศาลเกินกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์จะวิเคราะห์ได้


พวกเขาได้คิดสมการที่ช่วยลดจำนวนความเป็นไปได้ โดยคัดเฉพาะหน้าสลับสีของลูกบิดที่เหมือนกัน แล้วนำรูปแบบของหน้าสลับมาวิเคราะห์ผล ต่อมานักวิจัยพบว่ามีรูปแบบสลับสีของลูกบิดเฉพาะ 1.5 หมื่นแบบ ที่สามารถหมุนเพียง 13 ครั้งหรือน้อยกว่า ก็สามารถจัดสีให้ตรงกันครบทุกหน้าเหมือนเดิมได้ จากนั้นจึงคิดหาวิธีแปลงรูปแบบหน้าสลับที่เหลือ ให้เป็นรูปแบบเฉพาะแล้วจัดให้เป็น "เซ็ต" ที่มีคุณสมบัติแปลงรูปได้
ทว่ารูปแบบดังกล่าวต้องหมุนลูกบิดอย่างน้อย 29 ครั้ง ถึงจะสลับสีให้เหมือนเดิมได้ แต่ทีมนักวิจัยต้องการลดจำนวนการหมุนลูกบิดให้เหลือเพียง 26 ครั้ง เพื่อทำลายสถิติที่ทำไว้ 27 ครั้งก่อนหน้านี้ พวกเขาจึงลดจำนวนรูปแบบหน้าสลับสีของลูกบิดให้เหลือ 80 ล้านรูปแบบ แล้ววิเคราะห์เฉพาะ 80 ล้านรูปแบบ จนสามารถหมุนลูกบิดเพียง 26 ครั้งหรือน้อยกว่า สามารถสลับสีลูกบิดได้ครบเหมือนเดิมทุกหน้า
อย่างไรก็ตาม นักคณิตศาสตร์บางส่วนคิดว่า ลูกบิดสามารถหมุนจัดหน้าใหม่ให้ได้สีตามตำแหน่งเดิม โดยหมุนลูกบิดเพียง 20 ครั้งเท่านั้น และข้อสมมติฐานนี้ยังรอนักคณิตศาสตร์พิสูจน์อยู่


เมื่อไหร่ : 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2007/08/24/WW54_5407_news.php?newsid=91015
Relative site :
http://www.rubiks.com/


http://images.google.com/imgres?imgurl=http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/0e/Rubik%27s_cube_variations.jpg/200px-Rubik%27s_cube_variations.jpg&imgrefurl=http://th.wikipedia.org/wiki/%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2584&h=120&w=200&sz=11&hl=en&start=1&sig2=XO26F3b4Gu82eTCdbQrUYQ&um=1&tbnid=UKRqD4BdO8SCMM:&tbnh=62&tbnw=104&ei=RgTbRoWlK6HaggP-r5iVCQ&prev=/images%3Fq%3D%2Bsite:upload.wikimedia.org%2B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2584%26svnum%3D10%26um%3D1%26hl%3Den%26rls%3Dcom.microsoft:en-us:IE-SearchBox%26rlz%3D1I7DVXA

รับชมวิธีการหมุนรูบิค ของมืออาชีพต่างๆ
http://www.clipmass.com/movie/147134509518037

อันนี้ก็มืออาชีพไม่เบา..ฟังหูไว้หู อย่าเชื่ออะไรมาก เอามาให้ดูแล้วลองคิดดูนะ
http://www.youtube.com/watch?v=TaVsaWjzsds

ขออนุญาติแนะนำบลอกแก๊งค์ท่านหนึ่ง ได้นำเสนอข้อมูลความรู้เกี่ยวกับรูบิคไว้อย่างน่าสนใจ สามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บลอกคุณ rubikcrazy http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=rubikcrazy



นักวิทยาศาสตร์เสนอวิธีใหม่สร้างเครื่องย้อนเวลา มั่นใจทำได้ในรุ่นหลานรุ่นเหลน แต่ตอนนี้เทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้าไม่พอสร้างแรงโน้มถ่วงจำลองเพื่อดึงให้เวลามาบรรจบกันได้




ใคร : อะมอส โอริ นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีเทคเนียน-อิสราเอล

ทำอะไร : เปิดเผยว่า การสร้างเครื่องย้อนเวลาตามแนวคิดใหม่ จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน และสิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ เครื่องเดินทางย้อนเวลาที่สร้างขึ้นยังไม่มีเสถียรภาพพอให้เดินทางกลับสู่เวลาปัจจุบัน

ขยายความ : เครื่องเดินทางย้อนเวลาส่วนใหญ่มักเน้นศึกษาเกี่ยวกับกราวิทัต หรือแรงโน้มถ่วง ซึ่งมวลสสารเป็นตัวการทำให้กาล-อวกาศบิดโค้ง เปรียบได้กับผ้าที่ขึงตึง เมื่อนำลูกเหล็กวางลงบนผืนผ้า พื้นผิวใต้ลูกเหล็กจะหย่อนเป็นหลุม เช่นเดียวกับการบิดโค้งของกาล-อวกาศจากมวลขนาดใหญ่ งานวิจัยเกี่ยวกับการเดินทางย้อนเวลามักอ้างอิงถึงการบิดโค้งของกาล-อวกาศที่ทำให้เส้นทางเวลาโค้งมาบรรจบกัน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า การบิดโค้งของเวลาเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าจะให้เวลาโค้งมาบรรจบกันต้องอาศัยแรงโน้มถ่วงมหาศาล ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กำลังหาทางอยู่

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์หลายคนยังสงสัยว่าการเดินทางย้อนเวลาเป็นไปได้จริงหรือไม่ ยกตัวอย่าง นักวิทยาศาสตร์มักคิดกันอยู่เสมอว่า การทำงานของเครื่องย้อนเวลานั้นจำเป็นต้องใช้รูปแบบพิเศษของสสารที่เรียกว่า "ปฏิสสาร" เป็นสสารที่คุณสมบัติแปลกประหลาด เช่น มันจะเคลื่อนที่ในทิศทางตรงกันข้ามกับสสารปกติ ในเชิงทฤษฎีแล้ว สสารประเภทนี้มีอยู่จริงเพียงแต่ปรากฏให้เห็นในปริมาณที่น้อยมากเกินกว่าจะนำมาสร้างเครื่องย้อนเวลาได้

แต่งานวิจัยล่าสุดระบุว่า การสร้างเครื่องย้อนเวลาเป็นเรื่องที่ทำได้โดยไม่ต้องอาศัยปฏิสสาร เท่ากับหมดอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการเดินทางย้อนอดีต โอริเริ่มศึกษาสภาพวงแหวนคล้ายโดนัทที่ล้อมรอบด้วยก้อนสสารปกติทรงกลมเพื่อจำลองการบรรจบของเส้นเวลา ข้างในแหวนรูปโดนัทที่มีสภาพเป็นสุญญากาศ นักวิทยาศาสตร์ยิงสนามแรงโน้มถ่วงเข้มข้นเข้าไปบิดกาล-อวกาศให้โค้งงอส่งผลให้เส้นเวลาวนมาบรรจบกัน นักเดินทางข้ามเวลาที่เคลื่อนอยู่ข้างในแหวนทรงโดนัทจะเดินทางกลับสู่อดีตทุกครั้งที่หมุนครบรอบ
แต่การสร้างเครื่องย้อนเวลาแบบนี้ยังมีข้อจำกัดสำคัญคือ มันไม่สามารถใช้เดินทางสู่อดีตก่อนที่เครื่องจักรย้อนเวลาถูกสร้างขึ้นมาได้ นอกจากนี้ เครื่องย้อนเวลายังจำเป็นต้องใช้สร้างแรงโน้มถ่วงแรงสูงจึงทำให้เวลาโค้งมาบรรจบกันได้สำเร็จ ซึ่งเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่ก้าวหน้าพอที่จะสร้างแรงโน้มถ่วงมหาศาลได้

ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้จะแก้ปัญหาเทคนิคลุล่วงไปได้ สนามแรงโน้มถ่วงที่ใช้ยังต้องกำหนดได้อย่างแม่นยำ และจากการคำนวณของโอริ เขาคิดว่าเครื่องย้อนเวลาแบบนี้ยังไม่เสถียรภาพพอ หมายความว่า หากคลาดเคลื่อนเพียงน้อยนิดเครื่องก็ไม่สามารถทำงานได้ ทำให้ผู้สร้างต้องจมปลักหาทางทำให้เครื่องเสถียรต่อไป

P.S. picture from www.pacificasiamuseum.org NOT relate to news


เมื่อไร : 28 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2007/08/28/WW54_5407_news.php?newsid=91837

ใคร : รศ.ดร.ประหยัด โภคฐิติยุกต์ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ทำอะไร : ค้นหาวิธีเพาะเลี้ยงสาหร่ายเพื่อนำไปสกัดน้ำมันผลิตเป็นไบโอดีเซล

อย่างไร : เลี้ยงสาหร่ายนานกว่า 4 เดือน เป็นสายพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ 2 ชนิดและของไทย 1 ชนิด โดยมีผลการวิจัยจากหลายประเทศยืนยันว่าสามารถสกัดเอาน้ำมันออกมาใช้ประโยชน์ได้มากถึง
20-30% เมื่อเทียบกับสาหร่ายสายพันธุ์อื่นๆ นำสาหร่ายที่โตเต็มวัยแล้วไปตากแห้ง และสกัดเอาเฉพาะน้ำมันออกมา ก่อนนำไปผ่านกระบวนการทางเคมีโดยใส่แอลกอฮอล์เข้าไป ก็จะได้เป็นน้ำมันไบโอดีเซล


ทำไม : ภาวะวิกฤตโลก และทดแทนปาล์ม สบู่ดำและวัตถุดิบจากพืชอย่างอื่นที่ค่อนข้างใช้เวลาและพื้นที่

เมื่อ : 28 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ที่มา : http://www.norsorpor.com/go2.php?t=mg&u=http%3A%2F%2Fwww.bangkokbiznews.com%2F2007%2F08%
2F28%2FWW54_5402_news.php%3Fnewsid%3D91834

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ยินดีกับชาวไทยที่ชนะเรื่องกวาวเครือ

เรื่อง : ผลสงครามกวาวเครือ ภูมิปัญญาไทย

ใคร : มี 2 ฝ่ายคือ 1 รศ.ดร.วิชัย เชิดชีวศาสตร์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ บริษัท ล็อกซ์เลย์ เทรดดิ้ง จำกัด 2 บริษัทสมิธ เนเชอรัล จำกัด ชาวอเมริกัน

ทำอะไร : ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศให้ ฝ่ายอาจารย์จุฬาชนะคดีกวาวเครือ

สาเหตุ : บริษัทสมิธ(อเมริกัน)นำบทความค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับ เรื่องสรรพคุณของกวาวเครือ ผลงานของ
รศ.ดร.วิชัย ซึ่งได้จดทะเบียนสิทธิบัตรกับกรมทะเบียนการค้าไว้แล้ว ไปผลิตสินค้าเครื่องสำอางทำรายได้หลาย
พันล้านบาท ส่วนบริษัทล็อกเลย์ที่เสียหายด้วยนั้น เพราะว่า เป็นบริษัทเดียวที่ได้รับมอบลิขสิทธิ์ในการนำผลการวิจัยไปใช้ได้

เมื่อ : 8 มีนาคม 2549

ที่มา : http://www.biothai.net/autopage1/show_page.php?t=4&s_id=20&d_id=14

ความคิดเห็นส่วนตัว : รู้สึกยินดีด้วยที่คนไทยได้รับความเป็นธรรม และคิดว่ายังมีผลงานของคนไทยอีกมาก
มายที่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียน และถูกต่างชาติขโมยผลงานไปเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง อย่างให้คนไทยกระตือรือร้นและตระหนักในทรัพย์สินทางปัญญากันมากกว่านี้

การหายใจลึกและช้า ดีอย่างไร

สืบเนื่องจากเรื่องจากเรื่องการฝึกสมองไบรท์ของคุณพี่วนิษา ก็ยังข้องใจอยู่ดีว่า ทำไมหายใจช้าๆ ลึกถึงดีก็ไปหาข้อมูลได้ดังนี้มีผู้เชี่ยวชาญและจิตแพทย์มากมาย ที่พยายามศึกษาเรื่องนี้ และมีเทคนิคกลการฝึกหายใจต่างๆมากมาย

- การทำสมาธิ และการฝึกควบคุมการหายใจตามแบบฉบับศาสนาพุทธ กล่าวว่า คนมักเข้าใจผิดว่า การภาวนา คือการทำสมาธิ แต่ที่จริงแล้วต้องพูดว่า สมาธิ เป็นส่วนหนึ่งของภาวนา การภาวนามีองค์ประกอบ 2 อย่างคือ 1ทำสมาธิ 2ปฏิบัติวิปัสสนา การทำสมาธิก็เพื่อเป็นการพักผ่อนจิตใจเพื่อไปปฏิบัติภาวนาต่อและการทำสมาธิก็มีกลอุบายคือ การกำหนดรู้ลมหายใจนั่นเอง
ข้อมูลจาก หนังสือ บันทึกดูจิต ตอน หัดรู้ หัดดู ของ สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา

- Taichi มวยจีน มีชื่อเรียกต่าง ไทเก็ก ชี่กง บอกว่าพลังการหายใจเป็นต้นกำเนิดของชีวิต การเคลื่อนไหว และภูมิต้านทาน
ข้อมูลดูได้ที่ http://www.miracle-taichi.com/history.php

- การหายใจนั้นลึกแล้วต้องช้านะ ถ้าลึกแล้วเร็วจะหน้ามืด เหตุผล คือ ทำให้ขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไป CO2ในเลือดต่ำผิดปกติ (ความเป็นกรดลดลง เพราะCO2 มีฤทธิ์เป็นกรด อย่างในฝนกรด) ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองหดตัว ส่งเลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย
ข้อมูลจาก http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=amygdala&group=3

- นอกจากนี้แล้วการหายใจลึกๆ ช้าๆก็จริงก็ต้องอย่าลืมดูมลภาวะด้วยนะเออ และการหายใจทางจมูก จะช่วยกรองของเสียได้มากกว่าการหายใจทางปาก ต้องหายใจแบบให้ท้องขยับด้วย
ข้อมูลจาก http://www.healthexpos.org/Expo/Panels/MP/Thai.pdf

- การบาดเจ็บที่กระดูกไขสันหลังระดับคอ มีผลต่อการหายใจให้มีประสิทธิภาพ
ข้อมูลที่ http://www.banluanghospital.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=110958

- ง่ายๆเลยก็คือ การหายใจนั้นก็เพื่อนำแก๊สออกซีเจนเข้าสู่ร่างกาย และเลี้ยงสมองใช่ม้า ถ้าหายใจลึกๆช้าๆแน่นอนว่า ต้องได้อากาศเข้าไปเยอะ และก็มีปริมาณออกซิเจนเยอะด้วยไง อย่างเวลาหาวเนี่ย ก็คือ ร่างกาย ตัองการก๊าซออกซิเจนไง เพราะ เหนื่อยล้าจากกิจกรรมซึ่ง ออกซิเจนถูกนำไปใช้เผาผลาญเป็นพลังงานไปเยอะ จึงต้องการทดแทน ถ้าไม่งั้นก็ค้องลดกิจกรรม ซึ่งจะใช้ออกซิเจนลดลง ก็คือการนอนหลับนั่นเอง


นอกจากนี้ยังมีการวิจัยทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความดันโลหิตกับการหายใจอีกด้วย

เรื่อง : หายใจช้าดีอย่างไร

ใคร : น.พ.อนวัช เสริมสวรรค์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์กรุงเทพมหานคร และวชิรพยาบาล

ทำอะไร : รายงานจากผลวิจัยทางการแพทย์ว่า การลดความดันโลหิตในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงมีหลายวิธีในผู้ที่ยังมีอาการไม่มาก เช่น
- การควบคุมอาหาร
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต
- การทำกิจกรรมลดความเครียดและในที่นี้ได้เสนอวิธีการ หายใจอย่างที่เรียกว่ามีประสิทธิภาพ

อย่างไร : หายใจลึกให้มีอัตราต่ำกว่า 10 ครั้งต่อนาที เหตุผลคือ การหายใจลึก และช้านั้น จะกระตุ้นปลาย
ประสาทที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงความดัน การเต้นของหัวใจ และการไหลกลับของเลือดเข้าสู่หัวใจ ทำให้ความดันลดลง แต่สำหรับผู้ที่ฝึกด้วยตนเองไม่ได้ ก็มีเครื่องช่วยฝึก Device-Guided
Breathing กล่าวว่าปราศจากผลข้างเคียง ใช้วันละ 15 นาที ทำให้ความดันโลหิตลดลงได้ถึง 14/9
มิลลิเมตรปรอท สามารถเห็นผลชัดเจนภายใน 4-8 สัปดาห์ ทั้งนี้ต้องควบคู่กับวิธีอื่นด้วย

ที่มา : http://www.thailabor.com/jobthai/Article/2089.html

เมื่อ : August 6, 200

Being the Genius

เรื่อง : "9เทคนิค ฝึกสมองไบรท์ "

หมายเหตุ : ใส่ความคิดเห็น ความรู้ส่วนตัว และข้อมูลที่หาเองเพิ่มเติมลงไป

ใคร : คุณพี่วนิษา เรซ ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพจาก ม.ฮาร์วาร์ด

ทำอะไร : ได้เสนอแนะวิธีการดูแลสมอง

อย่างไร : คุณพี่วินิษาเสนอมา 9 ข้อ สรุปได้ดังนี้

1 จิบน้ำบ่อยๆ เปรียบเทียบสมองเหมือนต้นไม้ ต้องการน้ำและประกอบด้วยน้ำ 85%

2 กินไขมันดี สมองก็คือก้อนไขมันนั่นแหละ ทีนี้"ไขมันดี"คืออะไรล่ะ ไปหาเพิ่มเติมมาได้ดังนี้


ข้อมูลเพิ่มเติม : คือจริงๆแล้วเนี่ย ไขมันก็มีชนิดดีนะ ไขมันแบ่งเป็น 2 ชนิดน่ะ(แบ่งตามโครงสร้างทาง เคมีนะคะ) คือ
1.อิ่มตัว คือไม่ดี ร่างกายสร้างได้เอง ไม่ดีเพราะว่า โครงสร้างคาร์บอนของมันจับครบทุกแขน คือไม่มีตำแหน่งว่างพอจะจับธาตุอื่นได้อีก ดังนั้นมักจะจับกันเองเป็นไขอย่างน้ำมันหมู ถ้าเอาเข้าตู้เย็นจะเป็นไขง่าย และลองคิดภาพดูว่าไขเหล่านั้น อยู่ในเส้นเลือดเรา ซึ่งก็คือพวกคลอเรสเตอรอล ทำให้อ้วน เป็นโรคหัวใจ ความดัน พวกนี้แหละ บรื๋ออ..

2.ไม่อิ่มตัว คือดี ยังแบ่งเป็น อิ่มตำแหน่งเดียว ร่างกายพอสร้างได้ กินมากไปก็เป็นโทษนะ
กับอิ่มหลายตำแหน่ง อันนี้คือร่างกายไม่สร้าง ดังนั้นต้องกินเข้าไป ไม่อิ่มตัวนี่มันดีก็เพราะว่า คาร์บอนมันยังมี ตำแหน่งว่างอยู่จับกับไฮโดรคาร์บอนเพิ่มได้อีก จึงไม่ค่อยเป็นไข อยู่ในพวก

-น้ำมันจากพืช
-น้ำมันมะกอก
-น้ำมันปลา ซึ่งมีไขมันที่สำคัญคือ Omega-3 (Alpha-linolenic acid) และ Omega-6 (linolenic acid)
-สารสกัดใบแปะก๊วย
-ปลาแซลมอน
-น้ำมันพริมโรส

3 นั่งสมาธิวันละ 12 นาที หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที
เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆทำให้สมองมี Mental Imagery
สามารถ จินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน

4 ใส่ความตั้งใจ ก็คือจดจ่อ มีสติตามหลักศาสนาพุทธนั่นแหละ การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการ
โปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความ
สำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

5 หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ จะมีการหลั่งสารเอ็นโดฟินแห่งความสุข แสดงว่าจิตใจต้องพร้อม และมี
ความสุขกับสิ่งที่ทำ จะทำให้ทำสิ่งนั้นได้ดี

6 เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน ลองเปลี่ยนเส้นทางหรือวิธีการไปโรงเรียน หรือทำงานใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ๆ
เปิดโลกให้กว้าง ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน

7 ให้อภัยตัวเองทุกวัน การโกรธ ทำให้เปลืองพลังงานสมอง ลดคุณค่าของตัวเองด้วย

8 เขียนบันทึก Graceful Journal ลองนึกเขียนแต่เรื่องดีๆในแต่ละวันดู ก็คือเป็น
กลอุบายในการคิดเชิงบวก ทำให้หลั่งสารที่ดีออกมา ให้หลับดี และสมองพร้อมกับการเรียนรู้นั่นเอง

9 ฝึกหายใจลึก ๆสมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจ
เข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมองควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำ
งานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่ม
ขึ้นอีก 20 %

ที่มา : http://www.wuttanan.com/few/?p=31

เมื่อ : August 8th, 2007